นวัตกรรมขั้นสุด จบปัญหาหลุมสิว รักษารูขุมขนกว้าง ฟื้นฟูและยกกระชับผิวแบบ Infinity

  รักษาหลุมสิว รูขุมขนกว้างอย่างไรให้เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรก ด้วยเลเซอร์นวัตกรรมล่าสุดตอบโจทย์ครอบคลุมหลากหลายปัญหาผิว โดยเฉพาะปัญหาหลุมสิวที่รักษาเท่าไหร่ก็ดีขึ้นเพียงชั่วคราว หรืออาจได้ของแถมกลับมาเป็นฝ้า ผิวไหม้ ผิวบาง แบบไม่ทันตั้งตัว เรื่องที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับหลุมสิว บทความนี้มีคำตอบ พร้อมเทคนิครักษาหลุมสิว (Acne Scar Revision) ที่สามารถลงลึกแก้ปัญหาได้ทุกชั้นผิว ที่ BAC Clinic ที่เดียวเท่านั้น

ไม่ว่าเครื่องมือทางการแพทย์ก้าวล้ำไปมากสักเพียงใด แต่คนไข้หรือผู้ที่มีความประสงค์จะเข้ารับบริการทางด้านความงามนั้น ต่างก็หาข้อมูลจนมีความรู้พื้นฐานของเครื่องมือทางการแพทย์ หรือเลเซอร์ในการแก้ปัญหาผิวพรรณที่เผชิญอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเครื่องเลเซอร์ที่ใช้หลักการทำงานแบบเดียวกัน กลับส่งผลต่อประสิทธิภาพและผลลัพธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเครื่องมือที่ใช้หลักการให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวชั้นลึก เพื่อเป้าหมายหลักๆ ได้แก่ กระตุ้นคอลลาเจน กระชับรูขุมขน รักษาหลุมสิว ยกกระชับใบหน้า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่คนไข้ ที่ต้องการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องเลือกเครื่องมือที่สามารถทำงานแก้ปัญหาได้จริง

การกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวชั้นหนังแท้ ขบวนการที่สำคัญคือการใช้ความร้อนลงไปกระตุ้นในผิวชั้นหนังแท้ ซึ่งจะส่งผลให้คอลลาเจนใต้ผิวหนังเกิดการบาดเจ็บ (Ablation) โดยมี Coagulation zone ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าพลังความร้อนที่ปล่อยออกมาสามารถส่งออกไปกระตุ้นให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์มากน้อยเพียงใด ซึ่งยิ่งมาก ยิ่งส่งผลให้เกิดขบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อคอลลาเจนในชั้นหนังแท้เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ (Dermal remodeling) ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาผิวพรรณที่แก้ไขยากได้มากขึ้นเท่านั้น อาทิเช่น ปัญหาหลุมสิวลึก รูขุมขนกว้าง และยังช่วยยกกระชับใบหน้าเผยผิวเนียนละเอียดยิ่งขึ้น เป็นต้น

รูปที่ 1 Infini Coagulates the Dermis

ดังนั้นการที่จะบรรลุเป้าหมายในการรักษาได้หรือไม่ การเกิด COAGULATION ส่งผลมาก ยิ่งมีการกระตุ้นให้เกิด COAGULATION ZONE มากขึ้นเท่าไร เซลล์ผิวหนังก็จะเกิดการสร้างขึ้นใหม่เท่านั้น แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่สำคัญกว่าการเกิด COAGULATION คือ ขั้นตอนนี้ต้องเกิดในชั้นหนังแท้ (DERMIS) ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเครื่องมือ Microneedling RF เหมือนกัน ผลลัพธ์ถึงไม่เหมือนกัน

ความร้อนที่สามารถกระตุ้นให้เซลล์ผิวเกิดความพยายามในการสร้างคอลลาเจนใหม่จะอยู่ที่40-45 องศาเซลเซียส และความร้อนที่สูงขึ้นมากกว่า 65 องศาเซลเซียสก็จะทำให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจน ดังนั้นยิ่งมีการส่งพลังงานไปชั้นใต้ผิวได้มาก ยิ่งส่งผลให้ผลลัพธ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วยเท่านั้น แต่ทว่า เครื่องมือที่ส่งพลังงาน RF ได้เพียงในชั้นตื้นๆ (Exilis, Venus Freeze, Viora Reaction, 3Deep RF, eMatrix, eTwo, TriPolar RF, ReFirme, Sublime) ทำให้เกิดความยากในการที่จะส่งพลังงานความร้อนในอุณหภูมิที่ส่งผลให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ถึงชั้นหนังแท้เนื่องจาก การส่งอุณหภูมิที่สูงมากจากผิวชั้นบนอาจทำให้ผิวหนังเกิด burn ได้ ดังนั้นการใช้เครื่องมือเหล่านี้จึงจำเป็นต้องทำควบคู่กับการปล่อยตัวทำความเย็น และนอกจากนี้การอาศัยผิวหนังในการนำความร้อนไปสู่ชั้นที่ลึกลงไปยังส่งผลให้คาดเดาผลลัพธ์ได้ยาก เนื่องจากสภาพเซลล์ผิวที่แตกต่างกัน ความหนาของคอลลาเจน ส่วนประกอบของไขมันและน้ำภายในเซลล์ผิวที่แตกต่างกันจึงไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าพลังงานที่ส่งไปจะถึงในระดับที่ต้องการหรือไม่ หากพลังงานลงลึกมากเกินไปถึงชั้นไขมันอาจทำให้เซลล์ไขมันใต้ผิวตาย หากปล่อยระดับพลังงานสูงในชั้นตื้นๆอาจทำให้เกิดการอักเสบและรอยดำจากการเบิร์นผิวได้



ความแตกต่างของเลเซอร์ในระบบ Micro-needle Fractional RF จากเลเซอร์ระบบ Laser Skin Resurfacing หรือ ablative laser ชนิดอื่นสามารถให้ผลการรักษาที่เทียบเท่ากับ skin resurfacing laser (กลุ่ม CO2 Lasers เช่น eCO2, SmartXide, Fraxel) แต่การพักฟื้นต่ำกว่า และความเสี่ยงในการเกิด รอยดำจากการอักเสบของผิว หรือ PIH (Post Inflamatory Hyperpigmentation) น้อยกว่า อีกทั้งสามารถใช้รักษาในผู้ที่มีสีผิวเข้มได้

โดย CO2 Lasers เป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมที่มีมานานในการรักษาหลุมสิว ซึ่งจัดได้ว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดี หลักการทำงานคือการใช้เลเซอร์ยิงเจาะเปิดผิว ให้เกิดการซ่อมแซมตัวเองของผิวหนังโดยการสร้างคอลลาเจน ดันหลุมสิวให้ตื้นขึ้น แต่เนื่องจากเป็นการเจาะผิวจากด้านบนด้วยเลเซอร์ จึงทำให้ผิวเป็นสะเก็ด เป็นตาราง และลงไปได้ไม่ลึก นอกจากนี้ การเจาะเปิดผิวชั้นบน อาจทำให้เกิดผิวไวต่อแสงแดด และมีโอกาสเกิดรอยดำ จากการอักเสบของผิว หรือ PIH (Post Inflamatory Hyperpigmentation) ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะหากตั้งค่าพลังงานไม่เหมาะสม อาจทำให้ผิวเกิดเบิร์นไหม้ ยากต่อการรักษา หรือกลายเป็นฝ้าตามมาในภายหลังซึ่งพบได้บ่อย

Fraxel ใช้หลักการทำงาน Fractional CO2 โดยเลเซอร์จะถูกปล่อยออกมาในลักษณะที่ละเอียดขึ้น Fraxel ความยาวคลื่น 1, 550 nm จะเหมาะกับหลุมสิว และ 1,927 nm จะเหมาะกับเม็ดสี โดยผลข้างเคียงเช่น หน้าแดง และสะเก็ดจะน้อยกว่า C02 Laser แต่ว่าการเกิด PIH จากการทำลายผิวชั้นบน ก็ยังคงพบได้เนื่องจากมีหลักการเดียวกัน คือเจาะเปิดผิวชั้นบนลงมาด้วยเลเซอร์ ในขณะที่ประสิทธิภาพได้ผลน้อยกว่าตัว CO2 Laser โดยการทำ Fraxel 4 ครั้ง ให้ผลใกล้เคียงการทำ fractional CO2 1 ครั้ง

E-matrix ใช้หลักการทำงาน โดยจะส่งผ่านพลังงานลงไปผ่านหัวทิปซึ่งมีลักษณะคล้ายปิระมิดใต้ผิว ทำให้การส่งพลังงานดีกว่า CO2 Laser และ Fraxel ที่เมื่อผ่านชั้นผิวไป พลังงานจะค่อยๆลดลง แต่ด้วยลักษณะการส่งพลังงานจึงทำให้เกิดความร้อนสะสมในผิวชั้นตื้นมีโอกาสเกิดหน้าแดง บวม และ แสบร้อนได้มาก อีกทั้งเกิดสะเก็ดชัดที่สุดเมื่อเทียบกับเลเซอร์รักษาหลุมสิวทั้งหมด ดังนั้นก็ต้องเตรียมวันพักหน้าให้ดีก่อนเข้ารับการรักษา

Fractional Microneedle RF เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาหลุมสิว ซึ่งใช้การส่งผ่านพลังงานผ่านหัวเลเซอร์ Micro-needle โดยปล่อยพลังงาน Fractional RF ที่ผิวชั้นลึก โดยไม่กระทบผิวชั้นบน ส่วนผลข้างเคียงพบได้เล็กบ้างโดยอาจจะพบอาการบวมแดง ได้เล็กน้อย แต่มักจะหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น และการเกิดสะเก็ดน้อยจนแทบไม่เห็น เพียงเอามือลูบอาจจะรู้สึกสากๆประมาณ 1-3 วันเท่านั้น และ เนื่องจากมีการทำลายผิวชั้นบนที่น้อยมาก โอกาสการเกิด PIH หรือ รอยดำหลังทำนั้น จึงน้อยที่สุด และสามารถทำได้ในทุก skin type และทุกสีผิว

จะเห็นได้ว่าจากหลักการทำงานของMicro-needle Fractional RF จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวชั้นลึกโดยไม่กระทบ ต่อผิวหนังชั้นบน จึงทำให้สามารถรักษาหลุมสิวที่อยู่ลึก และลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงและต้องพักฟื้นนาน

ดังนั้น Micro-needle Fractional RF จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ทดแทนการใช้เลเซอร์กลุ่ม Skin Resurfacing ในการรักษาหลุมสิวแม้หลุมสิวลึก คืนผิวแน่นกระชับเรียบเนียนแม้ในผู้ที่มีสีผิวเข้ม และมีความเสี่ยงต่อการเกิด PIH ได้

แต่ทำไมเครื่องมือ Micro-needle Fractional RF เหมือนกัน แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน?

  เครื่องมือ MFR (Micro-needle Fractional RF) อาจมีความสามารถในการส่งพลังงานลงไปในชั้นหนังแท้ แต่กลับพบว่า ไม่พบการ COAGULATE ของคออลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งขบวนการนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างและจัดเรียงตัวใหม่ของคออลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเครื่องมือ micro needling ในท้องตลาดที่อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่แน่นอน อาจได้ ผลลัพธ์เพียงเล็กน้อย ดีขึ้นเพียงชั่วคราวและก็กลับมาเหมือนเดิมหรือไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย หน้าบวมแดงมีสะเก็ดต้องพักหน้านานและจำนวนต้องใช้จำนวนครั้งในการรักษา 6 ครั้งขึ้นไปหรืออาจมากกว่านั้น ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวมักมีคุณสมบัติดังนี้

  1. ใช้เข็มที่ใช้ไม่มีฉนวนหุ้ม จึงอาจส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมในผิวชั้นตื้น หน้าบวมแดง อาจเกิดรอยดำและการอักเสบของผิวในผิวหนังชั้นบน (epidermis) ได้
  2. ใช้เข็มที่ใช้ไม่สามารถปรับระดับความลึกได้ ซึ่งในกรณีที่เข็มลงลึกมากจนเกินไป ก็จะทำให้เกิดการตอบสนองโดยสร้างคอลลาเจนใหม่ได้เพียงเล็กน้อย
  3. การปล่อยพลังงานที่ไม่ออกมาในลักษณะ Fractional ทำให้กระตุ้นขบวนการสมานผิว (healing) ได้เพียงเล็กน้อย เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ไม่มาก
  4. เทคโนโลยีเก่า ทำให้ส่งพลังงานและเกิดความร้อนได้ไม่ถึงระดับที่ทำให้เกิด Coagulation (บาดเจ็บ) ทำให้ผลลัพธ์ไม่น่าประทับใจ

รูปที่ 2 แสดงรูปแบบการปล่อยพลังงานแบบ fractional ซึ่งส่งผลต่อการเกิด thermal injury ของ Infini, monopolar, bipolar RF, ablative laser (CO2)

รูปที่ 3 แสดง Coagulation zone ที่ระดับความลึกได้ 3.5 mm

  ซึ่งเทคโนโลยีล่าสุด (INFINI MFR) ใช้เข็มแบบหุ้มฉนวน (Gold Insulation) ปรับระดับความลึกได้ถึง 3.5 mm และปล่อยพลังงานแบบ Fractional ทำให้เกิด Coagulation zone ในระดับที่สูงมากในผิวหนังชั้น Dermis แม้ในระดับที่ลึกมากเกิด fractional RF ablation ที่แท้จริง จึงให้ประสิทธิภาพที่สูงมากในการรักษาหลุมสิวตื้นลึกในระยะเวลาที่รวดเร็ว ลดรอยแดง กระชับรูขุมขนลดการหย่อนคล้อยทั่วใบหน้า เผยผิวเรียบเนียนกระจ่างใส ฉีกกฎเครื่องมือ MFR รูปแบบเดิมที่ไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยแนะนำจำนวนครั้งในการรักษาที่ 2-3 ครั้ง โดยผลลัพธ์สูงสุดจะอยู่ที่ 4-6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนเป็นไปอย่าสมบูรณ์แล้ว

โดยการทำโปรแกรม Infinity Scar Klear & Rejuvenation 1 ครั้ง ให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับ MFR (Micro-needle Fractional RF) 3-6 ครั้ง เนื่องจากเทคนิคการยิงใน 3 ระดับความลึก

แตกต่างจาก Fractora อย่างไร ?

  เป็น Fractional microneedling RF แต่ไม่ได้เกิด fractional RF ablation ที่แท้จริง เนื่องจากแม้พลังงานจะปล่อยผ่านหัวเข็มแต่ก็จะเคลื่อนที่ระหว่างหัวเข็มและ electrode ที่ผิวหนังชั้นบน ดังนั้นจึงไม่สามารถคาดเดาการปล่อยพลังงานที่แน่ชัดว่าจะสามารถทำให้เกิดความร้อนและเกิด coagulation zone ได้ และการเดินทางของพลังงานที่กว้างยังอาจทำให้รู้สึกเจ็บหรือเกิดการกระตุกขึ้นได้

รูปที่ 4 แสดง Fractora electrodes ซึ่งไม่ได้เคลือบฉนวนกันความร้อนและลักษณะพลังงานที่ปล่อยออกมาไม่ใช่ true fractional RF ablation

คุณสมบัติในการยกกระชับผิวลดความหย่อนคล้อยของ INFINI MFR เมื่อเปรียบเทียบกับ ULTHERA

Ulthera มี 3 ระดับความลึกได้แก่ 1.5mm, 3mm และ 4.5mm ซึ่งที่ระดับความลึก 1.5 mm ก็สามารถลงถึงผิวชั้นหนังแท้ได้แล้ว ซึ่งสำหรับระดับความลึก 4.5 mm หรือชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นของไขมันหรือ subcutaneous fat ซึ่งมีคอลลาเจนน้อยมีไขมันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น Coagulation จากการใช้ Ulthera จึงเกิดขึ้นได้น้อย นอกจากนี้จุดที่ทำให้เกิด coagulation เมื่อครบการรักษา Ulthera มีประมาน 7500 - 15,000 TPC’s ในขณะที่ Infini มีถึง 50,000 TPC’s หรือมากกว่านั้น ผลลัพธ์ในการยกกระชับใต้ชั้นผิวจึงดีกว่า ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่อครั้งถูกกว่า

กล่าวโดยสรุป การยกกระชับผิวต้องการขบวนการที่สำคัญคือ coagulation injury (การปล่อยพลังงานให้เกิดการบาดเจ็บรอบๆ จุดที่ปล่อยพลังงาน) ซึ่งต้องเกิดในชั้นหนังแท้เท่านั้น ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่จะเห็นว่าเครื่องมือที่มีการปล่อยพลังงาน RF ส่วนใหญ่ จะไม่สามารถทราบทิศทางการปล่อยพลังงานรวมถึงจะสามารถปล่อยพลังงานได้ถึงชั้นหนังแท้ และพลังงานระดับสูงพอจนสามารถเกิด คือ coagulation injury ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่เกิดขบวนการดังกล่าวย่อมเป็นเหตุผลของคำตอบว่า ผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ

รับส่วนลดสูงสุด แคมเปญจ์จัดหนัก สำหรับลูกค้า VVIP ที่แจ้งจองสิทธิ์ภายใน 25 ก.ค. 65 เท่านั้น

จองสิทธิ์ได้ทางช่อง ทางไลน์ @bacclinic (คลิก)

โปรโมชั่นรับจำนวนจำกัด 😃

รักษาหลุมสิว รูขุมขนกว้าง คืนผิวเรียบเนียน ด้วยเทคนิค Acne Scar Revision ที่ BAC Clinic เท่านั้น

Testimonials

Before

After

Before

After

Before

After

Before

After

Before

After

*ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล

Infinity Scar Klear & Rejuvenation เหมาะกับใครบ้าง ?
  1. รักษารอยแผลเป็นหลุมได้อย่างครอบคลุม ทั้งชนิดตื้นและลึก โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งแรกของการรักษา และต่อเนื่องไปจนถึง 4-6 เดือน เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนควรรักษาต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง
  2. ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ผลัดเซลล์ผิวใหม่ เพื่อผิวกระจ่างใสและเรียบเนียนยิ่งขึ้น (Uneven skin tone and texture)
  3. มีผิวขรุขระ ไม่เรียบเนียน ผิวไม่กระชับ รูขุมขนกว้าง (Large pores)
  4. ต้องการผิวละเอียด และยกกระชับผิว (Tightens and lifts the skin) ฟื้นฟูผิวหย่อนคล้อยทั่วใบหน้าและลำคอ
  5. มีปัญหารอยแตกลาย (Stretch marks)
  6. ลดเรือนริ้วรอย (wrinkles) บริเวณใบหน้า และลำคอ
  7. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวหนัง
  8. เหมาะกับทุกสภาพผิว ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง
ข้อควรปฏิบัติ หลังการรักษาด้วยโปรแกรม Infinity Scar Klear & Rejuvenation
  • หลังการรักษาอาจพบอาการบวมแดง ซึ่งจะค่อยๆลดลงใน 3-4 ชั่วโมง และหายเป็นปกติ
  • งดล้างหน้าประมาน 24 ชั่วโมง หรือใช้น้ำเกลือเช็ดหน้าแทนได้
  • แต่งหน้าได้ในวันถัดไปหลังการรักษา
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด สถานที่ร้อนจัด การอบเซาด์น่า ประมาน 1 สัปห์ดา
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองต่อผิวเช่น AHA วิตามินเอ ในช่วงสัปห์ดาแรกของการรักษา
  • ดูแลหลังการรักษาด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดอ่อนโยน และควรบำรุงผิวให้ได้รับความชุ่มชื้นตลอดเวลา
  • ควรปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดค่า SPF 50 ขึ้นไป โดยควรทาซ้ำระหว่างวัน

ความแตกต่างของรอยแดงรอยดำจากสิว และ รอยแผลเป็นจากสิว ?

  รอยแดงรอยดำจากสิว สามารถหายได้เอง เกิดเพียงชั่วคราว ในขณะที่ รอยแผลเป็นจากสิว ไม่สามารถหายเองได้ และส่งผลต่อเนื่อง โดยรอยด่างดำหลังสิวหายหรือ Post-inflammatory hyperpigmentation (PIH) ซึ่งสามารถเกิดเป็นรอยดำหรือรอยแดง (Post-inflammatory erythema) สามารถหายได้เองภายใน 4-8 เดือน ในขณะที่รอยแผลเป็นจากสิว หรือแผลเป็นหลุมสิวไม่สามารถหายเองได้ และให้ผลต่อเนื่อง

รอยแผลเป็นหลุมสิวเกิดจากอะไร?

  รอยแผลเป็นหลุมสิว มักเป็นผลมาจากสิวชนิดตุ่มนูนแดง (papule) สิวหัวหนอง(Pastule) และ สิวหัวช้าง (cystic acne)เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบรุนแรงจากสิว และเป็นโพรงหนองภายในจะส่งผลให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวบริเวณนั้นถูกทำลาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดสิวชนิดที่รุนแรงที่สุดคือ สิวหัวช้าง (cystic acne) ซึ่งเป็นสิวที่อยู่ลึกใต้ผิวหนังอีกทั้งยังมีการอักเสบ โดยสาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียลึกลงไปใต้ผิวหนัง ซึ่งทำให้เกิดเป็นกระเปาะของไขมันที่มีการติดเชื้อ มีลักษณะนูนแดง ขนาดใหญ่ เป็นไตแข็งๆ เต็มไปด้วยหนองภายใน โดยเฉพาะหากไปบีบก็จะทำให้เกิดผลที่รุนแรงที่สุดของสิว และเมื่อเกิดบาดแผลจากการอักเสบหรือการบีบสิว จะทำให้เกิดขบวนการสมานแผลตามกลไกธรรมชาติ โดยจะสร้างผังผืดขึ้นมา ซึ่งผังผืดจะดึงผิวให้ยุบตัวลง และเนื่องจากผิวหนังบริเวณนั้นไม่สามารถซ่อมแซมตนเอง โดยการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทนให้เหมือนเคยได้ ผิวจึงไม่ได้รับการเติมเต็ม จึงทำให้เกิดผลที่รุนแรงที่สุด คือ “รอยแผลเป็น”

รูปที่ 5 แสดงการเกิดรอยแผลเป็นหลุมสิว

โดยระดับความรุนแรงของรอยแผลเป็นจากสิว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิวด้วยเช่นกัน โดยรอยแผลเป็นสิวมีหลายประเภท โดยแผลเป็นชนิดหลุม หรือรอยหลุมสิว (Atrophic scar) แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆได้แก่

รูปที่ 6 แสดงชนิดของหลุมสิว


คำถามที่พบบ่อย

อัตราค่ารักษาแผลเป็นหลุมสิว

ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของแผลเป็นหลุมสิว เนื่องจากวิธีการรักษา จำนวนครั้ง และเครื่องมือที่ใช้มีความแตกต่างกัน

การรักษาแผลเป็นหลุมสิว

โดยทั่วไปจะแตกต่างในแต่ละบุคคลตามชนิดและระดับความรุนแรงและเพื่อผลที่น่าประทับใจควรรักษาโดยใช้หลายวิธีควบคู่กันหากบนใบหน้ามีแผลเป็นหลุมสิวมากกว่า 1 ชนิด

ภาพที่ 2 แสดงผลของ TCA CROSS ต่อผิวหนัง

ข้อดีของ TCA CROSS คือ

รูปที่ 7 แสดง Ice pick scars ตอบสนองได้ดีต่อการรักษาด้วย TCA CROSS

การเติมรอยแผลเป็นหลุมสิวด้วย Fillers: อาทิเช่น Juvederm, Restylane, Rejuran S

โดยข้อดีของการเติมฟิลเลอร์บริเวณหลุมสิวคือไม่ใช่เป็นการเติมเต็มเพียงชั่วคราว หรือเพียงฉาบผิวเพียงเท่านั้น แต่ผลของฟิลเลอร์ยังเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากฐานหลุมสิวแต่ก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แตกต่างจากการใช้ Rejuran-S ซึ่งเป็น PN ตัวท๊อปในการรักษาหลุมสิว จึงช่วยฟื้นฟู พร้อมกับซ่อมแซม และสร้างคอลลาเจนใหม่ไปพร้อมกัน ซึ่งการสร้างคอลลาเจนโดยเซลล์ผิวเองไม่ใช่การใช้สารเติมเต็มเติมเข้าไปชั่วคราวจึงเรียกได้ว่าให้ผลลัพธ์ที่ถาวร

โปรแกรม Infinity Scar Klear & Skin Rejuvenation รักษาปัญหารูขุมขนกว้างได้หรือไม่

สามารถรักษาได้ เนื่องจากทำให้เกิด Coagulation zone ที่ใต้ชั้นผิวอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลในการสร้างคอลลาเจนใหม่จำนวนมหาศาล แตกต่างจาก MRF ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะสามารถลงได้ทุกชั้นผิว และส่งผ่านพลังงานจนเกิดการบาบเจ็บใต้ชั้นผิวได้จริงส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนใหม่จนผิวตึงละเอียด แน่นกระชับ

รูปที่ 8 แสดงจำนวนรูขุมขนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

จากรูปแสดงให้เห็นว่าหลังรักษาด้วย โปรแกรม Infinity Scar Klear & Rejuvenation จำนวนรูขุมขนลดลงจาก 352 เหลือ 148 pores

ในการรักษาร่องรอยหลุมสิวมีเรื่องบางอย่างที่คุณควรรู้

สิ่งที่สำคัญมากในการรักษาหลุมสิว เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายคือ ไม่มีการรักษาแบบอุดมคติโดยใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งที่สามารถรักษาได้ครอบคลุมหลุมสิวทุกชนิด หมายความว่า ถ้าปัญหาหลุมสิวของคุณ มีทั้ง ice pick scars, boxcar acne scars และ rolling scars คุณจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาที่มากกว่า 1 วิธีในการรักษาหลุมสิวแต่ละชนิดบนใบหน้าได้อย่างครบถ้วน แม่นยำ ที่ BAC Clinic จึงมีวิธีการรักษาที่หลากหลาย ตรงจุด และเข้ากับ Life Style ของคนไข้แต่ละท่าน

การรักษาหลุมสิวฟื้นฟูสภาพผิว เพื่อประสิทธิภาพของเครื่องเลเซอร์ในการแก้ไขปัญหา โดยทั่วไปแล้วควรทำการรักษามากกว่า 1 ครั้ง ตามระดับความรุนแรงของปัญหาผิวพรรณ เนื่องจากการเรียงตัวใหม่ของรอยแผลเป็นหลุมสิวจำเป็นต้องใช้เวลา จำนวนครั้งที่มากขึ้นเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้มากเพียงพอกับรอยหลุมสิวที่เป็นอยู่ จนเห็นผลที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามการใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและการใช้เทคนิคที่เฉพาะเจาะจงกับร่องรอยหลุมสิวนั้นๆ ก็จะช่วยให้เห็นผลได้อย่างชัดเจนใน 1 ครั้ง และก็มากระตุ้นเพิ่มจนเพียงพอกับปัญหานั้นๆ

วิธีการรักษาหลุมสิวที่ดีที่สุดในปี 2022 คืออะไร?

นวัตกรรมในการรักษารอยแผลเป็นหลุมสิวก้าวล้ำไปมาก จากเมื่อกว่า 20 กว่าปีก่อนที่เลเซอร์ยุคแรกๆคือ ablative CO2 lasers จนถึงปัจจุบันที่มีการใช้ Rejuran-S ในการฟื้นฟูและเติมเต็มหลุมสิว ข้อดีของนวัตกรรมที่ก้าวกระโดดคือสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้มากยิ่งขึ้นในเวลาอันรวดเร็วจากผิวที่เรียบเนียนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าจะบอกว่าวิธีการรักษาหลุมสิวรอยแผลเป็นที่ดีที่สุดในปี 2022 นี้คืออะไร ก็ต้องขอบอกตามข้อเท็จจริงเลยว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชนิดเลเซอร์หรือฟิลเลอร์โดยทั้งหมด แต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบการรักษาเป็นรายบุคคล ที่ออกแบบมาแตกต่างตามชนิดหลุมสิวที่เป็นอยู่ ซึ่ง BAC Clinic มุ่งเน้นแต่สิ่งจำเป็นลำดับแรกๆให้กับคนไข้ “The best you can afford” จากหลาย option ให้คนไข้เป็นผู้ร่วมตัดสินใจโดยมีข้อจำกัดน้อยที่สุด

ข้อควรรู้ในการทำเลเซอร์หลุมสิว ชนิด Advanced Microneedling fractional RF

“สิ่งที่สำคัญในการรักษาหลุมสิว (Acne Scar Revision) รูขุมขนกว้าง (Large pore minimizing) ไม่ใช่เพียงการดูภาพรีวิวเท่านั้น เพราะสามารถตกแต่งภาพออกมาได้ง่าย หรือเป็นแค่รอยแดงจากสิวซึ่งรักษาได้ง่ายกว่าหลุมสิว ดังนั้นคนไข้จึงควรศึกษาถึงเครื่องมือเลเซอร์ความงาม ว่าแท้จริงแล้วสามารถช่วยแก้ปัญหาของคนไข้ได้จริงหรือเปล่า รวมถึงความชำนาญ ความรู้ความเข้าใจ ในการเลือกใช้เครื่องมือเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดของแพทย์ผู้ทำการรักษา ล้วนเป็นสิ่งที่คนไข้ควรให้ความสำคัญ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่าการรักษาที่ไม่เห็นผลคือ ผลข้างเคียงที่เกิดตามมาภายหลัง เช่น ฝ้า ผิวเบิร์น ผิวบาง โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือที่มีการเจาะตั้งแต่ชั้นผิวหนังด้านบนด้วยความร้อนเช่น Co2 Laser ซึ่งอาจจะมีชื่อเรียกต่างกันแต่ใช้หลักการเดียวกัน และนอกจากนี้เครื่องมือหลักการชนิดเดียวกันไม่ได้การันตีว่าจะให้ผลลัพธ์เท่ากัน ดังนั้นคนไข้ควรให้ความสนใจหาข้อมูลเพื่อให้ได้ผลการรักษาจนเป็นที่น่าพอใจ เพื่อจะไม่ต้องจ่ายค่ารักษาจนเกินความจำเป็น”

หลุมสิว รูขุมขนกว้าง รักษาได้
ด้วยเทคนิค Acne Scar Revision ที่ BAC Clinic เท่านั้น


ปรึกษาฟรีที่